คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. เปิดตัว PSU CAR-T Cell การรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูง พร้อมเร่งสร้างโรงงาน
คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. เปิดตัว PSU CAR-T Cell
การรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูง
พร้อมเร่งสร้างโรงงาน
มุ่งเป้าการผลิตเพื่อช่วยผู้ป่วยมะเร็งให้ได้มากกว่า 100 รายต่อปี
ผศ.พญ.นลินี โกวิทวนาวงษ์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เผยความคืบหน้าการรักษาผู้ป่วยมะเร็งโรคเลือด ว่าขณะนี้ทางคณะแพทยศาสตร์ ม.อ.ได้นำนวัตกรรมการรักษาโดยการใช้เซลล์บำบัดที่เรียกว่า CAR-T Cell มาใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาว และโรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือ SLE ซึ่งผลการรักษาพบว่าผู้ป่วยหายขาดแล้วเกือบร้อยละ 90
รศ.ดร.พญ.จักราวดี จุฬามณี ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดและรักษาด้วยเซลล์บำบัด ได้ศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการรักษาด้วย PSU CAR-T Cell เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง โดยสามารถลดต้นทุนจากการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ที่ราคาสูงเกือบ 20 ล้านบาท ให้เหลือเพียง 2 ล้านบาท
ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาระบบการรักษาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทางคณะแพทยศาสตร์ ม.อ. จึงสร้างโรงงานผลิต PSU CD19CAR-T Cell เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต จากเดิมราว 30 รายต่อปี ให้ได้ “มากกว่า 100 รายต่อปี” พร้อมเปิดความร่วมมือกับภาคเอกชนและเครือข่ายต่างประเทศ เพื่อขยายการรักษาและต่อยอดในระดับสากล โดยในส่วนของความร่วมมือกับภาคเอกชน
ทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ได้จับมือกับ บริษัท โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต จำกัด
ในการลงนามความร่วมมือ
พัฒนานวัตกรรมด้าน CAR-T Cell Therapy ![]()
ซึ่งเป็นการผสานศักยภาพของภาควิชาการ งานวิจัย และภาคบริการทางการแพทย์ เพื่อวางรากฐานการดูแลผู้ป่วยด้วยนวัตกรรมการรักษาขั้นสูง ทั้งด้าน Precision Medicine และ Advanced Therapy Medicinal Products หรือ ATMPs อย่างเป็นระบบ ปลอดภัย และมีมาตรฐาน ควบคู่ไปกับการสร้างระบบดูแลครบวงจร ตั้งแต่การคัดเลือกผู้ป่วย การประเมินความเหมาะสม การวางแผนการรักษา การดูแลความปลอดภัย การเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน และการติดตามผลลัพธ์ระยะยาว โดยทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการรักษาขั้นสูงให้แก่ผู้ป่วยในพื้นที่ฝั่งอันดามัน ภาคใต้ ประเทศไทย และผู้ป่วยจากต่างประเทศ พร้อมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์ขั้นสูงในระดับนานาชาติ บนพื้นฐานของมาตรฐาน ความปลอดภัย งานวิจัย และคุณค่าที่แท้จริงต่อผู้ป่วย
